ยิ่งใกล้เข้าสู่ช่วงปลายฝนต้นหนาว สายฝนยิ่งโปรยปรายลงมาไม่เว้นแต่ละวัน ราวกับเป็นการส่งสัญญาณบอกลากลายๆ เพื่อเตรียมต้อนรับเหมันต์ฤดูที่ใกล้เข้ามา 


ช่วงนี้หลายพื้นที่ในเชียงใหม่เลยได้ต้อนรับฝนกันอย่างชุ่มฉ่ำ หวังเพียงอย่างเดียวว่าจะไม่หนักจนกลายเป็นน้ำท่วม


โตมร ศุขปรีชา เคยเขียนเกี่ยวกับฝนไว้ในบทหนึ่งของหนังสือ Music to Cook By ความเรียงว่าด้วย อาหาร ดนตรี ชีวิต ว่า


“เวลาฝนตก ใครบางคนชอบซุกตัวอยู่ในเก้าอี้หนานุ่มริมหน้าต่าง เม็ดฝนที่กระเซ็นมากระทบกระจกชวนให้คิดถึงการหยิบหนังสือสักเล่มขึ้นมาอ่าน…”


แน่นอนว่ากิจวัตรของแต่ละคนยามฝนตกก็คงแตกต่างกันไป บางคนอาจชอบการนั่งมองปรอยฝนแล้วปล่อยความคิดให้ล่องลอยไป บางคนรักการงีบหลับท่ามกลางเสียงฝน เสียงฝนอาจนำมาซึ่งสมาธิในการทำงานสำหรับบางคน และบางครั้งสายฝนก็เป็นแรงบันดาลใจในการก่อเกิดงานศิลปะหลากรูปแบบ


ความมหัศจรรย์ของสายฝนยังมีมากกว่านั้น ไม่ใช่แค่เรื่องของความรู้สึกหรือสภาพอากาศ สายฝนยังเปลี่ยนบรรยากาศโดยรวมของสถานที่ได้ด้วย เพราะยามฝนตก สิ่งที่เราเห็น ได้ยิน และรู้สึกต่อพื้นที่นั้นจะเปลี่ยนไปพร้อมกัน


ฤดูร้อนหรือฤดูหนาว แสงแดดคือสิ่งปกติที่ส่องให้สถานที่หรือแม้กระทั่งเมืองดูสว่างและสดใส แต่สายฝน ไม่ว่าจะเป็นฝนแบบใด ตกเป็นปรอยๆ หรือกระหน่ำหนัก ก็ทำให้สีของอาคาร ถนนหนทาง ต้นไม้ หรือภูเขาที่เป็นฉากหลังของเมืองเชียงใหม่นั้นดูหม่นลง และลึกซึ้งขึ้น


ไม่ใช่แค่สีสัน แต่เมื่อเสียงของเมืองยามปกติถูกกลบด้วยเสียงฝน ก็สร้างความรู้สึกใหม่ให้กับพื้นที่นั้นๆ ที่ดูสงบและเป็นส่วนตัวขึ้น แม้ความจริงแล้วจะอยู่ในย่านที่วุ่นวายก็ตาม


ก็เพราะเหตุนี้ หลายคนเลยรักการแฝงฝังตัวอยู่ในสถานที่อย่างร้านหนังสือ หยิบจับปกหนังสือเล่มใหม่ๆ มาพลิกอ่าน ดมกลิ่นหอมของกระดาษและหมึกอันคุ้นเคย ปล่อยจินตนาการไหลไปกับตัวหนังสือ หรือเสาะหาคาเฟ่เงียบๆ สักแห่ง หามุมดีๆ สักมุม จิบเครื่องดื่ม เสียบหูฟัง เปิดเพลงที่ชอบ เฝ้ามองผู้คน ครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ และใช้เวลาดื่มด่ำไปกับบรรยากาศตรงหน้า


การใช้ชีวิตใต้ชายคาในวันฝนตก ทำให้เมืองที่เคยเร่งรีบ พลันดูมีจังหวะที่ช้าลงชั่วคราว ยิ่งหากได้มองโลกผ่านหน้าต่างของแต่ละสถานที่ ก็คล้ายกับจะได้ดูภาพยนตร์หนึ่งฉากในวันฝนตก


ในช่วงหนึ่งของหนังสือเล่มที่กล่าวไปตอนต้น โตมร ศุขปรีชา ยังเขียนอีกว่า


“ไม่รู้ว่าคุณรักสายฝนไหม แต่ใครบางคนเคยบอกไว้ว่า สายฝนเป็นทั้งสิ่งน่ารักและน่าพรั่นพรึงในเวลาเดียวกัน เขาบอกว่า กลิ่นไอดินอันหอมรื่นนั้น นำมาซึ่งความสงสัยว่า ในอีกชั่วขณะถัดไป อะไรจะเกิดขึ้นกับโลกเล็กๆ ของเราได้บ้าง พายุหนัก สายฟ้าฟาด หรือฝนอ่อนหวานที่พรำสายไม่รู้จักหยุดหย่อน”


ใช่แล้ว ไม่ว่าสายฝนจะมีความหมายสำหรับแต่ละคนอย่างไร หรือจะชื่นชอบในการทำอะไรวันฝนตก สุดท้ายแล้ว สายฝนก็เหมือนทุกสรรพสิ่ง คือมีวันที่จะซาไป ก่อนจะเวียนกลับมาใหม่ เมื่อฤดูกาลหมุนมาอีกครั้ง


อีกไม่นาน เมื่อฝนอำลา เราจะคิดถึงสายฝนไหม