หากใครชื่นชอบเสียงเพลง โดยเฉพาะการได้ดื่มด่ำกับดนตรีสดในบรรยากาศดีๆ  มหานครโตเกียว คงเป็นเมืองที่ทำให้สนุกไม่น้อย


โตเกียวมีความพร้อมในหลายเรื่อง ทั้งในแง่ของสถานที่ อากาศ ที่ท่องเที่ยว ของกิน รุ่มรวยไปด้วยวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ เป็นที่ที่ความทันสมัยและความดั้งเดิมอยู่ควบคู่กันไปอย่างคลุมเครือแต่มีเสน่ห์ จึงไม่แปลกที่โตเกียวจะเป็นเมืองที่ชาวไทยอย่างเราๆ นิยมไปเยือนเป็นลำดับต้นๆ 


เสน่ห์เหล่านั้นสะท้อนออกมาผ่านวิถีชีวิตของชาวโตเกียวในหลายแง่มุม หนึ่งในนั้นคือสิ่งที่เขียนไปในบรรทัดแรก นั่นคือเรื่องของดนตรีสด


หลายคน(ที่อาจยังหนุ่มยังแน่น)ที่เคยไปเยือนโตเกียว อาจหลงใหลในการเสพบรรยากาศดนตรีสดในไลฟ์เฮาส์ (Live House) เมื่อราตรีมาเยือน แสงไฟนีออนของป้ายหน้าร้านสว่างขึ้น ผู้คนทยอยเข้ามาในพื้นที่ปิด ก่อนที่เสียงดนตรีจะเริ่มเปล่งคำรามผ่านลำโพง สะกดให้ผู้ฟังหลุดไปอยู่อีกห้วงของอารมณ์


ไลฟ์เฮาส์เกิดขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1970 ในยุคที่วงการเพลงอินดี้กำลังเฟื่องฟู ในช่วงแรก ไลฟ์เฮาส์จะมีลักษณะคล้ายผับร็อก มีการเสิร์ฟอาหารเย็นพร้อมกับดนตรีสด ก่อนที่ช่วงปลายทศวรรษนั้น เก้าอี้จะถูกนำออกไปและปรับรูปแบบมาเป็นอย่างที่คุ้นเคยในปัจจุบัน


ในช่วงทศวรรษ 1980 วงการเพลงร็อกของญี่ปุ่นเกิดห้วงเวลาที่เรียกว่า band-boom ที่ศิลปินอินดี้สมัครเล่นที่เปิดตัวในไลฟ์เฮาส์ขนาดเล็กถูก ‘เลือก’ จากค่ายเพลงใหญ่ ไลฟ์เฮาส์จึงกลายเป็นบันไดก้าวไปสู่ความสำเร็จของนักดนตรี ต่างจากยุคแรกที่ไลฟ์เฮาส์จะมีความเป็น ‘อันเดอร์กราวด์’ ของวงดนตรีหัวขบถมากกว่า


ขณะที่หลายคน(ที่อาจโตขึ้นหน่อย ไปจนถึงมีอายุ) อาจชื่นชอบในการเข้าร้านแจ๊สคลับ (Jazz Club) เล็กๆ ในโตเกียวมากกว่า เพื่อไปดื่มด่ำกับบรรยากาศของพื้นที่ที่โอบล้อมไปด้วยแผ่นเสียง เครื่องดื่มดีๆ ไฟสลัวราง และเสียงดนตรีแจ๊สที่ล่องลอยออกจากเครื่องเล่นแผ่นเสียง ราวกับหลุดมาจากฉากในภาพยนตร์เก่าสักเรื่อง


ประวัติศาสตร์ของคลับแจ๊สในโตเกียว ซึ่งหยั่งรากลึกในวัฒนธรรมแจ๊สคิสสะ (คาเฟ่) อันเป็นเอกลักษณ์ เริ่มต้นขึ้นในทศวรรษ 1920 และเฟื่องฟูหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ในฐานะสถานที่จัดงานขนาดเล็กสำหรับการฟังแผ่นเสียงคุณภาพสูงและการแสดงสด ก่อนกลายเป็นศูนย์กลางของดนตรีแจ๊สที่รุ่งเรืองที่สุดในชวงทศวรรษ 1960-1970 และทำให้โตเกียวกลายเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกชั้นนำสำหรับดนตรีแจ๊ส


แม้กระทั่งทุกวันนี้ก็ยังมีร้านแจ๊สคลับที่หลงเหลือมาจากยุคนั้นอยู่ และเป็นเสน่ห์ที่หลายคนชื่นชอบจนต้องจดลิสต์ไว้เพื่อไปสัมผัสบรรยากาศ


เขียนถึงบรรยากาศดนตรีสดในโตเกียวมาเสียยืดยาว แค่อยากเล่าว่า ที่จริงแล้วในเชียงใหม่เองก็มีซีนของดนตรีสดเหมือนกัน และแน่นอน มันมีประวัติศาสตร์ของการเดินทางเช่นเดียวกัน


เพราะนอกจากงานศิลปะและหัตถกรรม เสียงดนตรีคือสิ่งที่ทำให้เชียงใหม่มีจังหวะที่แตกต่างและมีเอกลักษณ์ คนจำนวนไม่น้อยถึงกับมองว่า เชียงใหม่คือเมืองแห่งวัฒนธรรมดนตรี สังเกตได้จากศิลปินจำนวนไม่น้อยที่มีฝีมือจนขนาดได้รับการยกย่องในระดับประเทศ 


North Gate, Thapae East ไปจนถึงสุดสะแนน บรรยากาศแบบเชียงใหม่เอื้อให้เกิดจังหวะของดนตรีสดแบบเชียงใหม่ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ ทั้งดนตรีในกระแส นอกกระแส ไปจนถึงดนตรีของชาวเผ่า ไหนจะมีงานอีเวนต์เกี่ยวกับดนตรีอีกมากมายที่ถูกจัดขึ้นเพื่อผลักดันและสนับสนุนศิลปินท้องถิ่นเหล่านี้


ในแง่นี้ เชียงใหม่เป็นเมืองที่รุ่มรวยไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ แต่ถึงกระนั้น ก็น่าเสียดายที่ ‘เสียง’ ของนักดนตรีท้องถิ่นจำนวนไม่น้อยยังไม่ถูกได้ยิน, เช่นเดียวกับคนตัวเล็กตัวน้อยหลายคนที่ลงมือลงแรงลงหัวใจให้กับการสร้างสรรค์บางสิ่งในเมืองนี้ เพื่อความฝัน และเพื่อความหวังว่าจะมีคนเข้าใจ สนับสนุน จนเกิดเป็นระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่ทำให้ยืนอยู่ได้อย่างมั่นคง


เพราะสิ่งละอันพันละน้อยและเหล่าคนตัวเล็กที่เต็มเปี่ยมไปด้วยแรงพลังในการสรรค์สร้างบางสิ่งนี่แหละ คือเอกลักษณ์และเสน่ห์ที่ทำให้เชียงใหม่แตกต่างและน่าสำรวจมาทุกยุคทุกสมัย


ลองแวะเวียนไปเยือนร้านเล็กๆ หรือสนุบสนุน ‘คนตั้งใจ’ เหล่านี้ดู จะได้รู้ว่า เชียงใหม่นั้นเต็มไปด้วยประสบการณ์และจังหวะที่สนุกไม่แพ้มหานครใดๆ ในโลกนี้เลย