เร็วๆ นี้มีข่าวน่าสนใจปนน่าใจหายเล็กน้อย เพราะมีรายงานว่า จำนวนร้านหนังสือในญี่ปุ่นลดลงต่ำกว่า 10,000 แห่ง เป็นครั้งแรก
เดือนมีนาคมที่ผ่านมา (2026) มีร้านหนังสือเหลือเพียง 9,993 แห่ง ทั่วประเทศ ซึ่งคิดเป็นเพียงประมาณ 40% ของจำนวนสูงสุดในปี 1998 นั่นเท่ากับว่า ญี่ปุ่นสูญเสียร้านหนังสือไปประมาณ 3 ใน 5 ของทั้งหมด นับตั้งแต่ช่วงรุ่งเรืองสูงสุดในปลายทศวรรษ 1990 เลยทีเดียว
ในรายงานบอกว่า ปีงบประมาณ 2025 มีร้านหนังสือปิดกิจการ 499 แห่ง ขณะที่มีร้านเปิดใหม่เพียง 102 แห่ง ซึ่งหมายถึงจำนวนร้านที่ปิดมากกว่าร้านที่เปิดเกือบ 5 เท่า
การหายไปของร้านหนังสือทำให้เกิดความกังวลเรื่องความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงร้านหนังสือ โดยเฉพาะพื้นที่นอกเมืองใหญ่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด มีเทศบาลท้องถิ่น 510 แห่ง ที่ไม่มีร้านหนังสือเลย คิดเป็น 29.3% ของเทศบาลทั้งหมดในญี่ปุ่น
ในมุมหนึ่ง ผู้คนก็มีโอกาสน้อยลงในการเดินเลือกหนังสือด้วยตนเอง ค้นพบหนังสือเล่มใหม่ๆ หรือมีส่วนร่วมกับวัฒนธรรมการอ่านในชุมชน
ปรากฎการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายของอุตสาหกรรมหนังสือญี่ปุ่นในยุคดิจิทัล และความแตกต่างที่เพิ่มขึ้นระหว่างเมืองใหญ่กับพื้นที่ท้องถิ่นในการเข้าถึงทรัพยากรทางวัฒนธรรมและความรู้
ยาสุยูกิ มัตสึโมโตะ (Yasuyuki Matsumoto) นักวิชาการ ชี้ว่า การหายไปของร้านหนังสือส่งผลต่อสภาพแวดล้อมการอ่านของทั้งชุมชน ไม่ใช่แค่ยอดขายหนังสือ เขามองว่า พื้นที่ที่ไม่มีร้านหนังสือ มักจะมีคนซื้อน้อยลง อ่านน้อยลง และอาจส่งผลต่อพฤติกรรมการอ่านของคนรุ่นต่อไปด้วย
ร้านหนังสือท้องถิ่นจึงควรอยู่รอดในฐานะสถาบันทางสังคม ไม่ใช่เป็นเพียงร้านค้าปลีกทั่วไป
องค์กรอย่าง Japan Publishing Industry Foundation for Culture ใช้คำเรียกปรากฎการณ์นี้ว่า ‘Book Desert’ หรือพื้นที่ไร้ร้านหนังสือ โดยกังวลว่า เด็กและเยาวชนในชนบทจะไม่มีโอกาสในการเข้าถึงหนังสือและพัฒนานิสัยการอ่านผ่านการสัมผัสพื้นที่จริง
ขณะที่ โคสุเกะ โอกาเบะ (Kosuke Okabe) จาก Japan Library Association เคยกล่าวว่า หากการมีโอกาสสัมผัสหนังสือกลายเป็นเรื่องยาก วัฒนธรรมการอ่านแบบสิ่งพิมพ์ก็จะค่อยๆ เลือนหายไป
แน่นอนว่าญี่ปุ่นไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่มีแนวทางแก้ไขที่ถูกเสนอมากมาย รวมถึงการปรับตัวของร้านหนังสืออิสระ และการเสนอให้ภาครัฐเข้ามาสนับสนุน
การถกเถียงเรื่องร้านหนังสือในญี่ปุ่นช่วงหลังจึงไม่ใช่แค่การพยายามขายหนังสือให้มากขึ้นในเชิงธุรกิจ แต่คำถามไปไกลกว่านั้น เพราะหนังสือและร้านหนังสือคือส่วนสำคัญในวัฒนธรรมของผู้คนด้วย
หากลองมองกลับมาในเมืองที่เราอยู่ การมีอยู่ของร้านหนังสืออิสระ จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงร้านค้าปลีกที่ขายแค่หนังสือ แต่คือพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่สามารถเชื่อมโยงผู้คนและก่อรายได้เชิงเศรษฐกิจให้กับชุมชนได้ เช่นเดียวกับที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ผ่านหนังสือแต่ละเล่มที่ถูกคัดสรรมาอย่างตั้งใจ
ร้านหนังสืออิสระอาจไม่ได้เป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ที่ควรอนุรักษ์ แต่มันคือสัญลักษณ์ของการเติบโตทางความคิดที่ควรค่าแก่การสนับสนุนมากกว่าปล่อยให้หายไป