ตอนนี้ไม่ว่ามองไปทางไหนในเชียงใหม่ก็เห็นแต่หมอกสีขาว


หมอกที่ไม่ใช่เมฆหมอกจากอุณหภูมิ แต่เป็นหมอกควันที่เกิดจากฝุ่น PM 2.5 อันมีที่มาจากหลากหลายสาเหตุ ทั้งการเผาพื้นที่ทางการเกษตร ท่อไอเสียรถ รวมถึงภูมิประเทศของเชียงใหม่ที่เป็นแอ่งกระทะ และปัจจัยทั้งหมดนี้ เกี่ยวโยงกับการจัดการในเชิงโครงสร้างโดยตรง


เสียดายที่พอถึงฤดูร้อนทีไร สถานการณ์ฝุ่นก็มักมาคู่กัน ทำให้นักท่องเที่ยวลดลง ทั้งที่เชียงใหม่ในฤดูร้อนก็มีเสน่ห์ไม่แพ้ฤดูไหน


สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ บวกกับอุณหภูมิความร้อนของอากาศ ทำให้ใครหลายคนเลิก ‘เดิน’ เล่น และหันมาใช้เวลาอยู่ภายในตัวอาคารที่มีเครื่องฟอกอากาศ มากกว่าจะไปตากแดดสูดควันพิษข้างนอก ไม่ว่าจะเป็นบ้าน หอพัก สำนักงาน หรือที่พักผ่อนหย่อนใจอย่าง คาเฟ่ ห้างสรรพสินค้า รวมถึงร้านหนังสือ


อย่างหลังสุดนี้ ทำให้แอบนึกไปถึงหนังสือ Time Was Soft There: A Paris Sojourn at Shakespeare & Co. ของเจเรมี เมอร์เซอร์ (Jeremy Mercer) นักเขียนและนักข่าว ที่มีผลงานเขียนมากมาย เล่มที่ว่าเคยถูกตีพิมพ์เป็นภาษาไทยชื่อ ปารีส/พำนัก/คน/รัก/หนังสือ ในนามสำนักพิมพ์กำมะหยี่ 


หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่นิยาย แต่เป็นบันทึกชีวิตจริงของผู้เขียนที่เล่าประสบการณ์ช่วงหนึ่งของตนเองในปารีส ที่เผชิญเหตุการณ์บางอย่าง และต้องมาปารีสโดยแทบไม่มีเงินและไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อ กระทั่งวันหนึ่ง เขาเดินไปหลบฝนในร้านหนังสือ Shakespeare and Company อันโด่งดัง ซึ่งบริหารโดย จอร์จ วิธแมน (George Whitman)


ที่นั่นเอง คือจุดเปลี่ยนในชีวิตของเจเรมี เขาได้รับอนุญาตให้อยู่ที่นั่น นอนอยู่ท่ามกลางชั้นหนังสือ และทำงานแลกที่พัก เขาได้พบผู้คนมากมาย ทั้งนักเขียนที่กำลังตามหาฝัน กวีที่ใช้ชีวิตแบบล่องลอย และนักเดินทางกระเป๋าแห้ง


เขาได้เรียนรู้หลายสิ่งและหลายด้านในชีวิตจากร้านหนังสือ ทั้งมิตรภาพ อิสรภาพ แรงบันดาลใจ ไปจนถึงความไม่มั่นคง และความขัดแย้ง


ร้านหนังสือ Shakespeare and Company จึงไม่ใช่แค่ร้านหนังสือ แต่คือ บ้าน ที่พักใจ ที่มั่น สถานที่เรียนรู้ชีวิต และจุดเริ่มต้นใหม่


แน่นอนว่าการหลบไปพักใจในร้านหนังสือในสถานการณ์ของเชียงใหม่ตอนนี้กับเรื่องราวในหนังสืออาจไม่สามารถยกมาเปรียบกันได้ในบริบทและปัจจัย หากแต่แนวคิดที่ว่า ร้านหนังสือเป็นพื้นที่ปลอดภัยของจิตใจ อันเป็นแก่นสำคัญของเรื่องนั้น คงปฏิเสธไม่ได้


เมื่อมาถึงปารีส เจเรมีอยู่ในสภาพเครียด หวาดกลัว และหลงทางในชีวิต แต่เมื่อเข้าไปในร้าน ความเงียบ ไม่เร่งรีบ ไม่มีใครคาดหวัง ทำให้จิตใจผ่อนคลายลง ซึ่งก็นำไปสู่การ ‘หลบหนี’ จากความเครียดชั่วคราว ร้านหนังสือเป็นเหมือนพื้นที่ตรงกลางให้ได้พัก เพื่อคิด และเริ่มต้นใหม่


สุดท้ายเจเรมีก็ต้องออกจากร้านหนังสือ และเผชิญกับโลกแห่งความเป็นจริง แต่ประสบการณ์นั้น จะเปลี่ยนมุมมองชีวิตของเขาไปตลอด


แม้เรื่องราวและปัญหาของเจเรมีกับชีวิตจริงที่เกิดขึ้นกับคนเชียงใหม่ตอนนี้อาจไม่เหมือนกัน แต่ร้านหนังสือจะยังทำหน้าที่เป็นความปลอดภัยทางใจ เป็นบ้านทางความรู้สึกชั่วคราวได้เสมอ 


แต่ละวันล้วนเต็มไปด้วยเรื่องราวชวนปวดหัวที่เราควบคุมไม่ได้มากพอแล้ว โดยเฉพาะช่วงเวลานี้ที่การสูดอากาศหายใจข้างนอกกลายเป็นเรื่องน่ากังวลต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต การหา ‘สถานที่พักใจ’ สักแห่งเพื่อโอบอุ้มความรู้สึก เติมความสงบให้สมอง รีเซ็ตความคิดสักพัก ก่อนออกไปเผชิญกับชีวิตจริงอีกครั้ง ก็เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน