เชียงใหม่น่าจะเป็นจังหวัดที่ผู้คนเลือกเดินทาง ‘ขึ้นดอย’ เพื่อไปพักผ่อนมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย


หากคุณลองกดค้นหาในเว็บไซต์กูเกิล ชื่อของดอยมากมายทั้งที่คุ้นหู คุ้นตา หรือบางแห่งก็ไม่เคยได้ยิน จะขึ้นแนะนำมาให้เลือกมากมาย ตั้งแต่ดอยหลวงเชียงดาว ดอยม่อนจอง ม่อนแจ่ม ดอยอ่างขาง ดอยแม่โถ ขุนช่างเคี่ยน ไปจนถึงดอยแม่ตะมาน และอีกหลากหลายดอย


ไม่ว่าจะเพียงไปท่องเที่ยววันเดียวกลับ หรือเลือกจองที่พักเพื่อไปสัมผัสบรรยากาศแบบค้างคืน ทุกดอยที่ว่ามาล้วนมีเสน่ห์ที่แตกต่างกันให้เลือกตามใจชอบ รวมถึงการเดินทางที่มีตั้งแต่ครึ่งชั่วโมง หนึ่งชั่วโมง ไปจนถึงหลักสามสี่ชั่วโมงก็มี


ไม่ใช่แค่จุดหมายปลายทางที่บนดอยเท่านั้น แต่ระหว่างการเดินทางไปแต่ละดอยก็มีรายละเอียดของบรรยากาศ สีสัน ผู้คน ร้านรวง ที่ต่างกัน ทั้งหมด คือ เรื่องราวที่จะกลายเป็นความทรงจำของการเดินทางครั้งหนึ่ง


ทำไมนักท่องเที่ยวมาเชียงใหม่แล้วไม่ค่อยอยากพลาดการขึ้นดอย?


คำตอบอาจเป็นเพราะดอยในเชียงใหม่ไม่ได้มีแค่วิวทิวทัศน์ที่งดงามหรือบรรยากาศที่โอบล้อมด้วยขุนเขาเขียวขจีและหมอกเรี่ยในบางฤดู เพียงเท่านั้น แต่มันตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวและนักเดินทางยุคใหม่หลายอย่างพร้อมกัน


เริ่มตั้งแต่การที่ได้ ‘หนี’ จากเมือง เพราะสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ นักท่องเที่ยวชาวไทย หรือแม้กระทั่งคนในพื้นที่เอง เชียงใหม่น่าสนใจตรงที่ขับรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ออกจากเมืองเพียงไม่นาน บรรยากาศก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว


จากเมืองที่เต็มไปด้วยคาเฟ่ ร้านอาหาร ร้านรวงต่างๆ กลายเป็นภูเขา หมอก ป่าไม้ และหมู่บ้านชาวบ้าน มันคือประสบการณ์ที่สามารถบอกได้ว่า เราได้สัมผัสเชียงใหม่ในแง่มุมที่มากกว่าแค่ความเป็นเมือง


ที่สำคัญคือความงดงามของธรรมชาติแห่งขุนเขาภาคเหนือที่หาไม่ได้จากที่อื่น เมื่อนักเดินทางทั้งหลายออกจากตัวเมืองมาสู่บรรยากาศของภูเขา สิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลายก็ลดความสะดวกสบายลง หากแต่สิ่งที่แลกมาได้กลับเป็นอะไรที่ลึกซึ้งกว่านั้น เพราะมันคือความไพศาลของขุนเขาที่โอบล้อม ฝนและทะเลหมอก อากาศที่เย็นสบาย หรือเสียงของธรรมชาติแท้จริงที่ปราศจากสิ่งรบกวนทางจิตใจ


ถ้าพูดให้เข้ากับยุคสมัย สิ่งเหล่านี้ก็คือนิยาม ‘ความหรูหรา’ แบบที่โลกยุคใหม่มองหา


นอกจากนี้ ความโลคอลของสถานที่พักรวมถึงการใช้ชีวิตอยู่กับชาวบ้านที่ทำโฮมสเตย์ก็เป็นประสบการณ์ที่หาในเมืองไม่ได้ 


ลองนึกภาพการลืมตาตื่นในบ้านของชาวบ้านที่มีเสียงนกร้องปลุก เพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้น และกินอาหารพื้นบ้านที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นซึ่งเจ้าของบ้านทำให้กิน ก็เป็นประสบการณ์ที่ทำให้รู้สึกราวกับเราได้เป็นส่วนหนึ่งของสถานที่ชั่วคราว


อีกสิ่งที่คนพูดถึงบ่อยๆ คือ ความไม่มีอะไรทำ ที่กลับกลายเป็นสิ่งที่คนยุคนี้ต้องการ เพราะในเมืองและชีวิตประจำวันนั้นเต็มไปด้วย ‘เสียงรบกวนภายใน’ มากมาย ทั้งการแจ้งเตือนงาน เสียงก่อสร้าง เสียงรถราวุ่นวาย แม้กระทั่ง Notification จากโซเชียลมีเดีย


ขณะที่บนดอย บางแห่งก็ไม่มีไวไฟด้วยซ้ำ หรือบางแห่งก็ดับไฟลงตั้งแต่สามสี่ทุ่ม ต่างจากในเมืองที่ไฟสว่างไสวแทบจะทั้งคืน ซึ่งสิ่งนี้แหละ กลายเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ผู้มาเยือนบนดอยได้พักจากเสียงภายนอก และรับฟังเสียงภายในของตนเองอย่างแท้จริง


ดอยในเชียงใหม่ จึงเป็นหมุดหมายของนักท่องเที่ยวและนักเดินทางมาทุกยุคสมัย นั่นอาจสะท้อนอะไรบางอย่างได้ว่า - แท้จริงแล้ว สิ่งที่เราทุกคนต้องการ คือความเงียบที่สงบ - แม้เพียงชั่วคราวชั่วคืน ก่อนจะกลับมาสู่ชีวิตจริงอีกครั้งและอีกครั้ง